ไปที่เนื้อหา


รูปภาพ

บทที่ ๑๐ เรื่องทั่วไป

สงครามโลกครั้งที่ 2 เพลิงไหม้ เพ็ดเฟื้อย ภาษาโคราช

  • กรุณาลงชื่อเข้าใช้เพื่อตอบกระทู้
ไม่มีการตอบกลับในกระทู้นี้

#1 ผู้ดูแลระบบ

ผู้ดูแลระบบ

    Administrator

  • ผู้ดูแลระบบ
  • 248 โพสต์

โพสต์เมื่อ 20 กุมภาพันธ์ 2014 - 06:44 PM

พ.ศ.๒๔๘๐  ได้เกิดเพลิงไหม้ตลาดเพ็ดเฟื้อยครั้งใหญ่  ต้นเพลิงเกิดจากชายจีนชื่อ “กิมหลี”  เกิดคลุ้มคลั่งหั่นศพภรรยาราดน้ำมันก๊าดจุดไฟเผา  คว้านท้องตนเอง ควงมีดกันไม่ยอมให้ใครเข้าไปดับไฟ  ทำให้ไฟลามไปทั่ว  ร้านค้าสองฝั่งของถนนนิเวศรัตน์  ได้ขนย้ายทรัพย์สินและสิ่งของหนีไฟออกมากองไว้ริมถนนหน้าร้าน  ทำให้เป็นเชื้อไฟลามข้ามถนนนิเวศรัตน์จากฝั่งเหนือสู่ฝั่งใต้  ไหม้หมดทั้งตลาดเหลือเพียงโรงสีไฟบ้วนง่วนฮวด(เลิกกิจการ)  และบ้วนเฮียงฮึ้ง(ที่ตั้งสำนักงานบัญชี ส.วีระรักษ์ ในปัจจุบัน)  ซึ่งฝาผนังอาคารก่อด้วยอิฐหนา เป็นตัวฉนวนกันไม่ให้ไฟลามต่อ

 

พ.ศ. ๒๔๘๔  ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ขึ้น  ตัวอำเภอเมืองนครราชสีมาเป็นที่ตั้งของกองทัพ  ทางการได้ประกาศจำกัดเขตคนต่างด้าวไม่ให้อยู่ใกล้ที่ตั้งทหาร  พ่อค้าชาวจีนซึ่งอาศัยอยู่ในตัวอำเภอเมือง  จึงต้องพาครอบครัวอพยพออกมาอยู่ตามอำเภอรอบนอก  ได้อพยพมาอยู่ตลาดเพ็ดเฟื้อยหลายสิบครอบครัว  หลังสงครามสงบได้อพยพกลับส่วนหนึ่ง  เช่น ตระกูลห้างค้าทองอึ้งเฮงหลี  ภัตตาคารเสียวเสี้ยว  ร้านขายยาอวยแซตึ๊ง  วงษ์สินไทย  ง้วนเจ็งหลง  ไทยโภคภัณฑ์  จึงฮุ่นหลี  เพ่งเฮงเส็ง  ฮวงเยาเฮง  อีกส่วนได้ปักหลักอยู่ที่บัวใหญ่ต่อจนถึงปัจจุบัน    บางคนที่เคยสงสัยว่า  รอบนอกตลาดบัวใหญ่  ผู้คนส่วนใหญ่พูดภาษาไทยอิสาน  แต่เหตุใดคนในชุมชนตลาดบัวใหญ่  จึงสื่อสารกันด้วยภาษาไทยโคราช  เรื่องนี่คงจะทำให้รู้ที่มาได้เป็นอย่างดี

 

พ.ศ. ๒๔๙๘  สมัย นายอำนาจ วัฒนสุข  เป็นนายอำเภอ  ได้ขอบริจาคที่ดินจากนายสวาสดิ์  จินดาขันธ์  อดีตนายช่างแขวงการทาง  เนื้อที่ ๑-๒-๐๐ ไร่  เพื่อจัดทำตลาดสด  ได้ก่อสร้างตัวตลาดเป็นเพิงชั่วคราว  ใช้ชื่อว่า “ตลาดวัฒนสุข”  เมื่อบัวใหญ่ได้รับการยกฐานะเป็นสุขาภิบาล   และยกฐานะเป็นเทศบาลตำบลบัวใหญ่  ตลาดสดแห่งนี้จึงอยู่ในการดูแลของสุขาภิบาลและเทศบาลตำบลบัวใหญ่ตามลำดับ 

 

พ.ศ. ๒๕๐๒  เทศบาลได้ดำเนินการก่อสร้างอาคารตลาดเป็นอาคารไม้กึ่งถาวร  สมัยนายณรงค์ บูรณะโสภณ  เป็นนายกเทศมนตรี  และได้เปลี่ยนชื่อเป็น “ตลาดสดเทศบาล” 

 

 

1625555_1471204413099773_1871817468_n.jp

 

 

พ.ศ. ๒๕๑๔  ขณะนายสวาสดิ์  จินดาขันธ์  ดำรงตำแหน่งประธานสภาเทศบาลตำบลบัวใหญ่  ได้บริจาคที่ดินด้านทิศตะวันออกของตัวตลาดเดิม ให้แก่เทศบาลเพิ่ม  ตามโฉนดที่ดิน เลขที่ ๓๔๕๗  เนื้อที่ ๐-๓-๑๙ ไร่   โดยทายาทได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่เทศบาล  เมื่อ วันที่  ๑ พฤษภาคม ๒๕๑๗  ทำให้ตลาดสดเทศบาลมีเนื้อที่รวม ๒-๑-๑๙ ไร่

 

พ.ศ. ๒๕๓๔  เทศบาลได้ดำเนินการก่อสร้างตัวอาคารตลาดสดครอบคลุมพื้นที่ดินทั้งสองแปลง  เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กชั้นเดียว

 

พ.ศ. ๒๔๙๘  สมัย นายอำนาจ วัฒนสุข  เป็นนายอำเภอ  ได้ประชุมชาวตลาดบัวใหญ่  เพื่อจัดตั้งยามท้องถิ่น  ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการจัดตั้งยามท้องถิ่น พ.ศ.๒๔๙๗  วัตถุประสงค์ตามข้อ ๕ ก. เพื่อตรวจตราระมัดระวังป้องกันอัคคีภัย และเหตุร้ายอื่น ๆ  นายรังษี  อัครปรีดี  ได้รับเลือกเป็นประธานยามท้องถิ่นคนแรก  และเป็นประธานต่อเนื่อง ถึง พ.ศ. ๒๕๐๐  คณะกรรมการยามท้องถิ่นสมัยแรก  ได้เป็นแกนนำในการระดมทุน  จัดซื้อรถยนต์ดับเพลิงชนิดมีถังน้ำในตัว  ยี่ห้อโตโยต้า  ในราคา  ๙๘,๐๐๐ บาท 

 

 

1920218_1471204429766438_703962580_n.jpg

 

 

ได้เกณฑ์คนหนุ่มในตลาดฝึกการดับเพลิง  และอยู่เวรนอนยามดับเพลิง  โดยแบ่งเวรเป็นสองชุด  คนขับรถดับเพลิงมีด้วยกัน ๓ คน   ผู้นอนเวรดับเพลิงมี ๒ ผลัด  ผลัดละ ๘-๙ คน   เมื่อจัดตั้งสุขาภิบาลบัวใหญ่ขึ้น  ได้โอนรถดับเพลิงคันดังกล่าวให้แก่สุขาภิบาลบัวใหญ่  แต่อาสาดับเพลิงยังต้องปฏิบัติหน้าที่นอนเวรดับเพลิงอยู่ตราบจนกระทั่งมีการตั้งเทศบาลตำบลบัวใหญ่  และรถดับเพลิงคันดังกล่าวได้โอนเป็นสมบัติของเทศบาล  เป็นรถดับเพลิงคันที่ ๑ อยู่รับใช้ชาวบัวใหญ่หลายสิบปี ก่อนปลดระวางคัดแปลงเป็นรถน้ำกองช่าง

 

ผู้ทำหน้าที่ขับรถดับเพลิงประกอบด้วย ๑.นายวิรัตน์  ไทยงาม(เฮียโอ้ย)   ๒.นายถาวร พิทักษ์สัตย์(เฮียถุง)  ๓.นายเสมอ อัครปรีดี

 

ผู้นอนเวรดับเพลิงมี นายเซ่  แซ่ลิ้ม  นายยิ่งเอี่ยม สุริยกมล  นายใจกวง แซ่ตัง  นายธวัชชัย เจษฎาจินต์  นายทองอินทร์ ศรีนุชศาสตร์ นายพงษ์ศักดิ์ ศรีนุชศาสตร์  นายนรินทร์ เมธชนัน  นายสุเทพ เกรียงเม็งโคตร  นายชัยพล แสงศิริพงษ์พันธ์  นายประชา เต็มภัทราโชค  นายเกษม ลักษณมีเศษ    นายชลอ ตั้งสวัสดิ์  นายอดุลย์ ศรีศุภร นายอิวปอ  ตั้งชีวินศิริกุล  และนายอรุณ อัครปรีดี

 

พ.ศ. ๒๕๐๑  นายอรุณ อัครปรีดี  เป็นประธานกรรมการยาม ถึงปี  ๒๕๑๖  นายสุเทพ  เกรียงเม็งโคตร  เป็นประธานกรรมการต่อ ตั้งแต่ ปี ๒๕๑๗ ถึง ปี ๒๕๓๑  พ.ศ.๒๕๓๒  เป็นต้นมา  คณะกรรมการจัดงานงิ้วประจำปี(เถ้านั๊ง)  เป็นผู้รับผิดชอบกิจการยามท้องถิ่น  แทนการเลือกตั้งจนถึงปัจจุบัน

 

พ.ศ. ๒๔๙๘  รัฐบาลได้ก่อตั้งบริษัทส่งเสริมเศรษฐกิจแห่งชาติ  เป็นรัฐวิสาหกิจ  ดำเนินการส่งเสริมการปลูกปอกระเจาและตั้งโรงงานผลิตกระสอบป่าน  โดยตั้งจุดส่งเสริมที่บ้านแก่งโกริมแม่น้ำชี  และตั้งโรงงานทอกระสอบที่ตำบลจอหอ  อำเภอเมืองนครราชสีมา  ทำให้อำเภอบัวใหญ่เป็นจุดศูนย์กลางของการปลูกปอ-ค้าปอ  มีโรงงานอัดปอเกิดขึ้นในบัวใหญ่มากมาย  เกิดการจ้างงานทำให้เศรษฐกิจเฟื่องฟู  กลุ่มพ่อค้าหัวก้าวหน้าของบัวใหญ่  ได้พัฒนาตนเองเป็นโรงงานอัดปอ-ค้าปอรายใหญ่ของประเทศ  และก้าวสู่ผู้ส่งออกปอไปต่างประเทศ ในระดับแนวหน้า  เช่น บริษัททรัพย์สถาพร จำกัด(ซุ่ยเฮงหลี)  บริษัท พี.เอช.เดเวลลอปเม้นท์ จำกัด(พวงฮวด)  และบริษัทโชคชัยพืชผล จำกัด(จึงเก๋งเซ้ง)   ผลการปลูกปอซึ่งขยายออกไปทั่วภาคอิสาน  ทุกปีเกษตรกรต้องนำต้นปอลงแช่-ฟอกตามแหล่งน้ำสาธารณะ  เพื่อให้เนื้อเยื่อเน่าเปื่อยเหลือไว้เพียงเส้นใยปอ  โดยใช้ดินกลบไม่ให้ต้นปอลอยขึ้นเหนือน้ำ  ทำให้แหล่งน้ำสาธารณะที่เคยอุดมสมบูรณ์  เช่นห้วย หนอง คลอง บึง  รวมทั้งสองข้างทางรถยนต์ –รถไฟ  ซึ่งเป็นพื้นที่เก็บน้ำอย่างดี  ถูกทับถมตื้นเขินหมดสภาพ  พื้นที่ที่เคยอุดมสมบูรณ์กลายเป็นพื้นที่ขาดแคลนน้ำแทบทุกปี  เขตลำห้วยที่หมดสภาพถูกยึดครองออกเอกสารสิทธิ์  เป็นกรณีศึกษาเกี่ยวการเร่งรัดพัฒนาจนขาดความสมดุลไม่ยั่งยืน (จุดที่ตั้งบริษัทส่งเสริมเศรษฐกิจแห่งชาติที่แก่งโก ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของที่ว่าการอำเภอและศูนย์ราชการอำเภอแก้งสนามนาง)

 

๒๕ ตุลาคม ๒๕๐๐  พ.ต.นาก ยุทธการกำจร(หลวงยุทธการกำจร)  อดีตนายอำเภอบัวใหญ่  ได้ดำเนินการก่อตั้งมูลนิธิบัวใหญ่สงเคราะห์   และได้ดำเนินการจดทะเบียนตามทะเบียนเลขที่ ๑๙๒ ลว.๒๖ มีนาคม ๒๕๐๑  เพื่อช่วยเหลือคนไข้อนาถา  และเผาศพไร้ญาติ  ได้ดำเนินการอยู่ถึง ปี  ๒๕๐๗  มีกรรมการรวม ๗ ชุด  เมื่อ พ.ต.นาก ยุทธการกำจรเสียชีวิตลง  มูลนิธิก็ได้ยุติบทบาท   ต่อมาพ่อค้าชาวบัวใหญ่ได้รื้อพื้นมูลนิธิขึ้นใหม่ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๔  โดยมีคุณสงวน ศรีสถาพร  เป็นประธานคนแรกในยุคพื้นฟูใหม่  นับถึงขณะนี้มีกรรมการในยุคพื้นฟูใหม่ รวม ๑๒ ชุด

 

กรรมการชุดแรกสุดของมูลนิธิฯ  มี ๑.พ.ต.นาก ยุทธกาจกำจร เป็นประธาน  ๒.นายรังษี อัครปรีดี เป็นรองประธาน  ๓.นายสุนทร บุญทักษ์ เป็นกรรมการและเลขานุการ  ๔.นายไพรัช แสงวรรณกุล เป็นเหรัญญิก  ๕.นายชาญ ศรีศุภร  ๖.นายมังกร วงษ์วิบูลย์สิน  ๗.นายซิวเอียะ แซ่โง้ว  ๘.นายหย่ำเซ็น แซ่ยับ  ๙.นายใช้ แซ่เจี่ย เป็นกรรมการ   ยุคพื้นฟูมี  ๑.นายสงวน ศรีสถาพร เป็นประธานฯสมัย ที่ ๑ – ๘,    ๒.นายอรุณ อัครปรีดี เป็นประธานฯสมัย ที่ ๙ – ๑๐,  ๓.นายเลียง แสงศิริพงษ์พันธ์ เป็นประธานฯสมัย ที่ ๑๑,    ๔.นายสมพงษ์ ศิริศักดิ์ เป็นประธานฯสมัย ที่ ๑๒ 

 

 

 

สรุปท้าย

 

อำเภอบัวใหญ่  ตั้งอยู่ทางตอนบนของจังหวัดนครราชสีมา  ระยะทางตามทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข ๒ และ ๒๐๒ จากศาลากลางจังหวัดนครราชสีมาประมาณ  ๑๐๑  กิโลเมตร  และโดยทางรถไฟประมาณ ๘๕ กิโลเมตร 

พื้นที่ของอำเภอบัวใหญ่  ตั้งอยู่บนที่ราบสูงโคราช  พื้นที่คล้ายรูปกะทะคว่ำ  ไม่มีสายน้ำใหญ่ไหลผ่าน  พื้นที่ดินส่วนหนึ่งเป็นดินเค็ม  แต่ก็มีความอุดมสมบูรณ์ในระดับดี   ต่อเมื่อผู้คนอพยพเข้ามาอยู่อาศัยมากขึ้น  กิจกรรมการใช้น้ำเพิ่มขึ้น  สภาพแวดล้อมถูกทำลาย  พื้นที่กักเก็บน้ำตามธรรมชาติตื้นเขินและถูกยึดครอง  ทำให้บัวใหญ่ต้องเปลี่ยนเป็นแหล่งขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคและปัญหาน้ำเค็มค่อนข้างรุนแรง  แต่ด้วยเทศบาลได้จัดซื้อที่ดินก่อสร้างอ่างประปา ๒ ลูก  เมื่อปี ๒๕๒๐ และปี ๒๕๓๔  พื้นที่รวม ๒๐๐ ไร่  และได้รับความกรุณาจากกระทรวงเกษตร  จัดสรรงบประมาณมาขุดลอกบึงบัวใหญ่ซึ่งมีเนื้อที่ ๑๗๕ ไร่ หลายครั้ง  โดยความช่วยเหลือของ ส.ส.นิพนธ์  พร้อมพันธุ์  ทำให้ปัญหาขาดแคลนน้ำและปัญหาน้ำเค็มคลี่คลายไปได้ระดับหนึ่ง  แต่ด้วยการขยายตัวของเมือง  และกิจกรรมการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  แม้ปี ๒๕๔๘ นี้  เทศบาลได้ทำการขุดลอกอ่างประปาเชื่อมอ่างเก่ากับอ่างใหม่เข้าด้วยกัน  แต่ยังมีความจำเป็นต้องเพิ่มแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อรองรับปัญหาการขาดแคลนน้ำที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  เพราะความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นตลอดเวลา

 

หลักฐานที่ค้นพบเสมาหินทราย และหินทรายที่แกะสลักเป็นพระพุทธรูป  แสดงว่าชุมชนในเขตอำเภอบัวใหญ่มีการนับถือศาสนาพุทธโดยได้รับอิทธิพลพุทธศาสนามาจากพวกขอม  เพราะมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์เป็นโบราณสถานลักษณะเป็นปรางค์  อันเป็นศิลปะเด่นของขอม  อยู่ในเขตอำเภอบัวใหญ่หลายแห่ง  ศิลปะขอมนี้พบกระจายอยู่ในหลายตำบล เช่น พานหินทรายที่บ้านทองหลางน้อย  ปรางค์กู่ที่บ้านกู่  เป็นต้น

 

แหล่งโบราณสถานและโบราณวัตถุต่าง ๆ ที่ค้นพบเหล่านี้  ชี้ให้เห็นว่า บริเวณอาณาเขตอำเภอบัวใหญ่นี้เคยเป็นแหล่งชุมชนขนาดเล็ก และเจริญเติบโตขยายตัวเป็นชุมชนขนาดใหญ่เช่นปัจจุบัน







ติดแท็กอย่างน้อยหนึ่งแท็กหรือให้มากกว่าคีย์เวิร์ดเหล่านี้: สงครามโลกครั้งที่ 2, เพลิงไหม้, เพ็ดเฟื้อย, ภาษาโคราช

0 สมาชิกกำลังอ่านกระทู้นี้

0 สมาชิก, 0 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้งานที่ซ่อนตัว