ไปที่เนื้อหา


รูปภาพ

ประสบการณ์ที่ข้าพเจ้าเห็นมา โดย..คุณตาลำพูน พลพิทักษ์(ตระกูลพลดงนอก)

ลำพูน พลพิทักษ์ พระบาทสมเด็จพระจ้าอยู่หัว ราชินี ลำพอง พิลาสมบัติ ดงเค็ง น้อย ทินราช ดงเค็งศึกษา พิศ สมพอง พัน พิลาสมบัติ กวี ชัยศิริ

  • กรุณาลงชื่อเข้าใช้เพื่อตอบกระทู้
ไม่มีการตอบกลับในกระทู้นี้

#1 ผู้ดูแลระบบ

ผู้ดูแลระบบ

    Administrator

  • ผู้ดูแลระบบ
  • 248 โพสต์

โพสต์เมื่อ 20 กุมภาพันธ์ 2014 - 07:59 PM

1625660_1471351966418351_1162973708_n.jp

 

คุณตาลำพูน  พลพิทักษ์(ตระกูลพลดงนอก) บันทึกเมื่อ 15 มกราคม  2556 (อายุ 84 ปี)

 

ข้าพเจ้าได้รับการบรรจุเป็นครูประชาบาล เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2492 ไปเป็นครูที่โรงเรียนประชาบาล 4 (วัดบ้านหนองตาด) ซึ่งเพื่อนเราคนหนึ่งที่บรรจุได้พร้อมกันคือ คุณอุดร  วรรณพงษ์ ศึกษาธิการอำเภอสมัยนั้นคือ นายวิทยา  อินทรกนก

 

บ้านหนองตาด ตำบลกุดจอก อำเภอบัวใหญ่ สมัยนั้น เป็นหมู่บ้านที่ชาวอีสานมาอยู่ ส่วนมากอพยพมาจากจังหวัดอุบลฯ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด โดยเฉพาะตระกูลของข้าพเจ้า ปู่-ย่า ย้ายมาจากอำเภอโกสุมพิสัย มาตั้งอยู่ที่บ้านหัวดงเค็ง

 

ขณะที่อยู่บ้านหัวดงเค็ง พ่อได้แต่งงานกับแม่ ที่อยู่บ้านโนนเพ็ด ห่างจากบ้านหัวดงเค็งไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นลูกกำพร้าอยู่กับพี่สาวและญาติฝ่ายแม่ย้ายมาจากจังหวัดอุบลราชธานี ได้ให้กำเนิดบุตรชายคนหัวปี ในปีมะเส็ง (2472)

 

เมื่อลูกอายุราว 4-5 ปี ได้อพยพไปกับญาติพี่น้องไปอยู่แก่งละว้าใกล้ๆกับอำเภอชนบท ด้านเหนือของอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น อยู่ที่นั่นประมาณ 2-3ปี หลวงปู่ซึ่งเป็นญาติของแม่จากบ้านเก่ามาเยี่ยม จึงได้นำบุตรคนหัวปี(คือข้าพเจ้า)เอาไปเลี้ยงด้วยและได้รับการศึกษาเรียนจบชั้นมัธยมปีที่ 6 จึงได้มาสอบบรรจุเป็นครูประชาบาลดังกล่าว

 

 

ขณะเป็นครูประชาบาลปีแรกๆยังไม่มีประสบการณ์เลยเพราะไม่ได้เรียนวิชาครู แต่ก็ต้องอาศัยว่าแต่ก่อนครูเคยสอนเราอย่างไรก็ปฏิบัติตามนั้นและค่อยศึกษาจากตำราไปด้วย พอครบรอบทางการจึงให้สมัครสอบชุดครูพิเศษมูล

 

 

พอถึงปี 2492 ปรากฏว่าสอบครูพิเศษมูลได้ครบ จึงได้วุฒิครู พ. ซึ่งมีพรรคพวกที่สอบร่วมกัน ที่จำได้คือ นายมานิช  ภิญโญ นายฟ้าแลบ  บุญมา ต่อมาทั้งสองได้รับการคัดเลือกให้เป็นครูที่โรงเรียนบัวใหญ่ ส่วนตัวเราสอนอยู่ที่โรงเรียนบ้านหนองตาดเหมือนเดิม

 

 

พูดถึงโรงเรียนประชาบาลในชนบทสมัยนั้นอาศัยศาลาวัดทั้งนั้น นักเรียนนุ่งเสื้อผ้าขาดๆ เหม็นก็เหม็นเพราะสมัยนั้นเด็กจะเป็นโรค คุฑลาด(ขี้โม้) โรคตาแดงกันมากแถมเป็นหมู่บ้านที่กันดารน้ำ แต่ละหมู่บ้านจะขุดสระน้ำไว้เพื่อรองรับน้ำฝนถึงหน้าแล้งบางปีน้ำก็แห้งการไปหาน้ำมาบริโภคก็ลำบาก โดยจะต้องมีครุถังหรือครุที่สานด้วยไม้ไผ่แล้วทาอาบด้วยน้ำมันยาง ทำไม้คานด้วยไม้ไผ่ไปหาบมาจากหนองน้ำหรือสระนอกบ้าน ส่วนข้าวนั้นก็ต้องเอาข้าวเปลือกไปตำด้วยครกกระเดื่อง(ครกมอง) ซึ่งมีเกือบทุกหลังคาเรือน ตอนเย็นๆค่ำๆสาวๆก็ลงตำข้าวด้วยครกกระเดื่อง หนุ่มๆก็เป่าแคนหรือสีซอไปเล่นสาวสนุกสนานกันในสมัยนั้น

 

 

บ้านหนองตาดเป็นบ้านใหญ่แถมบ้านเล็กๆห่างประมาณ 2-3 กิโลเมตรให้นักเรียนมาเรียนร่วมด้วยจึงมีนักเรียนไม่น้อยกว่าปีละ 2-3 ร้อยกว่าคน ทำการสอนตั้งแต่ชั้นประถมปีที่ 1-4 มีครูว่าสิบคน เราเป็นครูหนุ่มครูใหญ่จึงให้สอนชั้นประถมปีที่ 2 แข่งกับครูหนุ่มอีกคนที่มาบรรจุใหม่จนเด็กนักเรียนชั้นประถมปีที่ 2 อ่านออกเขียนได้ โดยการสอนจะเน้นให้อ่านเขียนพยัญชนะให้ได้ แล้วสอนให้รู้จักแม่สะกดทัง 8 แม่ด้วย วิชาเลขให้อ่านและเขียนให้ได้ทั้งเลขไทยและเลขอาระบิค ท่องสูตรคูณให้ได้ถึงแม่ 12 นักเรียนชั้น ป.1-2 ให้เขียนด้วยระดานชนวนดินสอหิน ส่วนนักเรียนชั้น ป.3-4 จึงให้ใช้ดินสอดำเขียนกระดาษ เมื่อจบชั้นประถมปีที่ 4 จึงสามารถอ่านได้ดีแทนทุกคน

 

 

การเป็นครูในชนบทสมัยนั้นลำบากจริงๆการไปประชุมจะต้องตื่นแต่เช้า ตี 4-5 นาฬิกา เดินทางไปขึ้นรถไฟหนองบัวลาย รถไฟจะมาขวนแรกประมาณ 7 โมงเช้ากว่าๆถึงสถานีรถไฟบัวใหญ่ หรือห้วยระหัดประมาณ 8 โมงเช้า กว่าๆ เช้าประชุมประชุมประจำเดือน ราวๆ 9 โมงเช้าทุกเดือน

 

ประชุมเสร็จรถไฟจากนครราชสีมา ถึงสถานีรถไฟบัวใหญ่ ราวๆ 6 โมงเย็น  ถึงสถานีรถไฟหนองบัวลาย 6 โมงเย็นกว่าๆ หรือ 1 ทุ่ม เดินทางต่อถึงโรงเรียนบ้านหนองตาด ก็ราวๆ 2-3 ทุ่ม 

 

 

ต่อมาที่ว่าการอำเภอบัวใหญ่ย้ายมาอยู่ที่สถานีรถไฟบัวใหญ่ ก็สะดวกขึ้นนิดหน่อย แต่ตอนขากลับโรงเรียนนี้สิ ลำบากมากเพราะจะต้องเบิกอุปกรณ์การเรียนการสอนกลับไปด้วย เช่น ชอล์ค สมุด และเอกสารต่างๆของโรงเรียน ตลอดทั้งซื้อสิ่งของส่วนตัวถ้ากลับรถไฟ ลงสถานีรถไฟหนองบัวลายยังไม่ค่ำ ก็โชคดีพอเจอกับเกวียนของชาวบ้านที่มาขายข้าวเปลือก ก็พอได้ฝากสิ่งของบ้าง

 

 

ราวๆ ปี พ.ศ. 2498 พระบาทสมเด็จพระจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินี          เสด็จเยี่ยมภาคอีสาน อำเภอบัวใหญ่ ก็จะเป็นทางเสด็จผ่าน ทางราชการให้มารับเสด็จตั้งแต่เวลา 3 โมงเช้าเป็นต้นไป ให้แต่เครื่องแบบชุดสีกากี แล้วมาเข้าแถวสองฝั่งถนน ตั้งแต่หน้าโรงเรียนสหกรณ์สมทบห่างกันประมาณ 5–6 เมตร ยืนหันหลังเข้ามีประชาชนนั่งทั้งสองฝั่ง จนถึงหลังสถานีรถไฟบัวใหญ่ เรายืนอยู่ระหว่างตรงกลางตลาดประมาณ 4-5 โมงเช้า ขบวนของพระองค์ก็เสด็จมาถึงทั้งสองพระองค์จะทรงเดินนำหน้าเจ้าหน้าที่องครักษ์ พอเสด็จมาถึงที่เรายืนหันหลังให้ ก็ลอบชำเลืองข้างหลังเรื่อยๆ บังเอิญสมเด็จพระบรมราชินี พระราชดำเนินมาทางฝั่งที่เรายืน พระองค์ท่านทั้ง สองช่างงามเหลือเกินซึ่งพึ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก พระเจ้าอยู่หัวจะหยุดพักประชาชนเป็นบางครั้ง และบางครั้งก็มีคนถวายของ ซึ่งสมเด็จพระบรมราชินี จะทรงชำเลืองดูพระเจ้าอยู่หัวบ่อยๆ  พอทั้งสองพระองค์เสด็จผ่านไป คนข้างหลังก็แตกจากแถวฮือ เดินตามจนเจ้าหน้าที่ไม่สามารถจะกันได้เราก็เดินตามได้เห็นเพียงพระองค์ท่านทรงโบกพระหัตถ์อยู่ที่หน้าต่างรถไฟพระที่นั่ง แล้วรถไฟก็เคลื่อนออกจากสถานีไป

 

 

ปี พ.ศ.2496 เราไปแต่งงานกับญาติที่เคยเรียนหนังสือด้วยกันและเป็นครูอยู่ที่บ้านเก่าแต่งงานกันถึง 3 ปี ได้ลูกถึง 2 คน จึงได้ย้ายมาอยู่ด้วยกันนับว่าเป็นครูสตรีคนแรกของโรงเรียนนี้

 

 

ปี พ.ศ.2503 เราถูกเพื่อนชักชวนให้ไปจัดตั้งโรงเรียนราฎษ์ขึ้นที่ตลาดหัวดงเค็ง เรากำลังดวงชะตาขึ้น จะได้รับแต่งตั้งเป็นครูใหญ่และทางการก็ขึ้นเงินเดือนให้ สองขั้นจะได้เป็นครูใหญ่ตรี อัตราเงินเดือน 750 บาท ในต้นปีการศึกษา 2503 นี้ ก็คิดเสียดายอีกใจหนึ่งก็ถูกเพื่อนคะยั่นคะยอและแม่บ้านก็เห็นดีด้วยเพราะอยู่ที่นี้ลำบากเหลือกินจะไปไหนมาไหนก็ลำบากอดยากทั้งอาหารการกินและน้ำดื่มน้ำใช้ ถ้าไปอยู่ในตลาดชีวิตก็จะสะดวกสบายขึ้น อนาคตของลูกเต้า ก็จะดีขึ้นดั้งนั้นจึงตัดสินใจลาออกจากการเป็นครูประชาบาล มาอายุราชการได้ 11 ปี 2 เดือน ได้รับเงินบำเหน็จ 900 บาท ไปลงทุนการสร้างโรงเรียนหมดเหลือไว้เป็นอนุสรณ์เพียงแหวนทอง 1 วง และหัวเข็มขัดทอง หนัก 6 สลึง ส่วนแม่บ้านย้ายมาเป็นครูที่โรงเรียนวัดบ้านดงเค็ง

 

 

ในปีการศึกษา 2503 เปิดทำการสอนในระดับมัธยมปีที่ 1 ถึง มัธยมปีที่ 6  มีนักเรียนทั้งหมด 170 กว่าคน  ครู 9 คน เราทำหน้าที่เป็นผู้จัดการเพื่อนอีก 2 คน คือคุณลำพอง พิลาสมบัติ  เป็นผู้รับใบอนุญาต และคุณก้อง คงแสนคำ เป็นครูใหญ่ 

 

ในปีแรกเต็มไปด้วยความฝืดเคืองเพราะไม่ได้รับเงินอุดหนุน การเก็บค่าเล่าเรียนก็เก็บถูกๆแม่บ้านทั้งสาม ครอบครัวต้องทำขนมขายให้นักเรียนและอาศัยบึงกระโตน เป็นที่ทำมาหากิน

 

ปี พ.ศ.2524 ตลาดดงเค็ง ยกฐานะขึ้นเป็นกิ่งอำเภอประทาย โดยแยกออกจากอำเภอบัวใหญ่ ซึ่งมีตำบลประทาย ตำบลโนนเพ็ด ตำบลกระทุ่มราย ตำบลวังหิน และตำบลโนนตาเถร โดยมี นายธรรว์   ศรีเมือง เป็นปลัดกิ่ง

 

 

ครั้งหนึ่งสมัยที่นายน้อย ทินราช เป็นผู้แทนราษฎร ซึ่งสมัยนั้นจะมีการเลือกตั้ง ส.ส. นายน้อย ทินราชได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ด้วย ที่อำเภอประทายเราเป็นหัวคะแนนใหญ่ เพราะรู้จักกับท่านดีและท่านเป็นผู้ประสิทธิประสาทวิชาการเมืองให้ขณะนั้นเราเป็นทั้ง ส.ส. และ สจ. โดยเฉพาะได้นายอำเภอดี ท่านอนุมัติให้พวกเรากรรมการสุขาภิบาลนำรถแทรกเตอร์ออกพัฒนาถนนหนทาง ขุดสระน้ำนอกเขตสุขาภิบาล  ภายในเขตอำเภอประทายสมัยนั้น ถนนจากหมู่บ้านสู่หมู่สู่ตำบล สู่อำเภอไม่มี จะก็เพียงทางเกวียนเล็กๆลัดเลาะไปตามหัวไร่ปลายนาของชาวบ้านเราจึงต้องไปขอร้องจากชาวบ้าน ของตัดทางตรงไปผ่านทางไร่นาของชาวบ้าน บางแห่งก็ยินดีให้บางแห่งต้องขอร้องทางอำเภอต้องมาของช่วยจึงสามารถตัดถนนได้

 

 

ส่วนโรงเรียนเอกชนของพวกเรามีชื่อว่า โรงเรียนดงเค็งศึกษา ตั้งอยู่บนพื้นที่ 10 ไร่ โดยขอซื้อเงินผ่อนจากเพื่อนครูคนหนึ่งห่างจากบึงกระโตนเพียง 200-300 เมตรเท่านั้นช่วยกันสร้งอาคารชั่วคราวขึ้นพื้นติดดินอัดเน้นมุงหลังคาด้วยสังกะสีกว้างประมาณ 10 เมตร ยาว 60 เมตร

 

 

1 ปีผ่านไป นักเรียน ม.6 สอบผ่านได้หมด โดยมาสอบสมทบกับโรงเรียนบัวใหญ่ในสมัยนั้น ศิษย์ทุกคนไปเรียนต่อ โดยเฉพาะนายสมบรูณ์ สมพอง (ดร. พิศ สมพอง) ซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมของเราเข้าไปเรียนต่อวิทยาลัยครูนครราชสีมา นายพัน  พิลาสมบัติ น้องคุณลำพอง  ไปเรียนโรงเรียนพลศึกษาพระนคร

 

 

ซึ่งทั้งสองคนต่อมา มาเป็นครูเป็นกำลังสำคัญของโรงเรียนชั่วระยะเวลา 20 ปีกว่า ศิษย์ ด.ศ. ปีละประมาณ 50-60 คน ออกไปศึกษาต่อในระดับสูงทุกสาขาอาชีพ จึงเป็นอันว่าลูกของชาวบ้าน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ครู ข้าราชการ ได้มาเข้าเรียนต่อในระดับมัธยมที่โรงเรียนนี้

 

จนกระทั้งถึงปี 2514 ได้เปิดโรงเรียนมัธยมประจำอำเภอขึ้น จำนวนนักเรียนของโรงเรียนดงเค็งศึกษาก็ลดลงเรื่อยๆประกอบทั้งเพื่อนๆร่วมอุดมการณ์ ก็ลาออกไปประกอบชีพอย่าอื่นจึงยุบชั้นมัธยมศึกษา ประถมศึกษาคงเหลือแต่ระดับอนุบาล

 

 

ในปี พ.ศ.2517 ผู้เขียนเป็น สจ.อำเภอประทาย ยังไม่มีโรงพยาบาลจึงมีโอกาสได้พูดคุยกับสาธารณสุขจังหวัดของงบประมาณก่อสร้างโรงพยาบาล ท่านบอกว่างบประมาณมี แต่เมื่อสร้างแล้วไม่มีหมอไปประจำจึงตอบท่านไปว่า หมดผมมีกำลังเรียนจะจบอยู่แล้วท่านก็พูดว่า ถ้าเช่นนั้น จบแล้วมาบอกกัน จะสร้างให้ทันทีเราจึงไปติดต่อหมอกวี ชัยศิริ  ซึ่งเป็นลูกศิษย์  ลูกชาวบ้านสำพะเนียง หมอก็รับปาก ดังนั้นโรงพยาบาลประทาย จึงเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2518

 

 

ปี พ.ศ. 2518 ผู้เขียนลาออกจากการเป็น สจ. ด้วยการชักชวน ส.ส.น้อย ทินราช ให้ลงสมัคร ส.ส. ร่วมกับท่าน ซึ่งในครั้งนี้มีการแบ่งเขตเลือกตั้ง คือ อำเภอโนนสูง อำเภอบัวใหญ่ อำเภอคง และอำเภอประทาย ให้มี ส.ส. ได้ 3 คน ท่านจึงนำเข้าสังกัดพรรคเกษตรสังคม พรรคของเราแพ้ราบเรียบมีพรรคใหม่คือพรรคฟื้นฟูชาติไทยชูนโยบายจะเอาแม่น้ำโขงมาให้ชาวนาอีสานซึ่งเป็นนโยบายโดนใจชาวนา ผลที่ออกมาพรรคฟื้นฟูชาติไทยได้เป็น ส.ส.

 

 

ไม่เข็ดลองอีกทีปี พ.ศ. 2522 สำหรับตัวผู้เขียนมาเป็นอันดับ 4 แพ้ ส.ส. ประจัน  กล้าผจญ เพียง 1,000  คะแนน

 

ผู้เขียนได้รับเลือกตั้งเป็น สจ. อีกในสมัย ที่นายไสว  พราหมณี เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ที่อำเภอบัวใหญ่ มีอาจารย์เฉลิม  มาลาศรี ซึ่งเป็นครูเกษียณอายุราชการได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาจังหวัด สังกัดอำเภอบัวใหญ่ ได้ตั้งญัตติเพื่อขอตั้งบัวใหญ่ขึ้นเป็นจังหวัด ประกอบด้วย  อำเภอบัวใหญ่ อำเภอคง อำเภอพิมาย อำเภอประทาย  อำเภอชุมพวง

 

เราทั้งสองได้อภิปรายให้เหตุผลอย่างกว้างขวางถูกผู้ว่าสมัย อภิปรายคัดค้านอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอ้างคุณย่าโมว่า  เมืองโคราชเป็นเมืองของคุณย่า ใครมาแบ่งแยกจะมีอันเป็นไปพวกเราก็โต้แย้งว่าเราไม่ได้หนีไปไหนถึงแยกออกไปก็เป็นเมืองของคุณย่าอยู่นั้นเองจะให้ตั้งชื่อว่าจังหวัดสุรนารี ก็ยินดีได้ลงมติโหวดเสียงมีเพียงเรา 2 คนเท่านั้นที่ยกมือ จึงเป็นอันว่าญัตตินั้นตกไป

 

 

จนกระทั้งตนปี 2555 ได้เกิดมีคณะกรรมการเครือข่ายผู้สนับสนุนให้ยกฐานะ

บัวใหญ่เป็นจังหวัด โดยมีคุณอรุณ  อัครปรีดี  เป็นหัวหน้าทีม มีคุณคำพันธ์  บุญยืด เป็นผู้ประสานงานเชิญตัวแทนทั้ง 8 อำเภอมาร่วมเป็นกรรมการ ได้ประชุมหารือกันหลายครั้งและได้เข้าพบหารือกับ ส.ส.ในพื้นที่ มาโดยตลอด คณะกรรมการเครือข่ายได้รณรงค์ให้พี่น้องที่เป็นผู้มีสิทธิเลือกได้ร่วมกันลงชื่อเสนอกฎหมายตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดจนได้รายชื่อผู้เสนอกฎหมาย จำนวนถึง 20,000 กว่าราย ชื่อมากกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ด้วยตัวแทนคณะกรรมการฯได้นำร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งจังหวัดบัวใหญ่ พร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้อง นำส่งถึงประธานรัฐสภา โดยท่านได้กรุณาเป็นผู้รับด้วยตนเองตั้งแต่ เดือนกรกฎาคม 2555 ยังคงเหลือแต่ทาง ส.ส. ทั้ง 3 คน คือ ส.ส.โกศล ปัทมะ  ส.ส.สุชาติ  ภิญโญ  และอดีต ส.ส.นพดล ปัทมะ จะดำเนินการเสนอร่างกฎหมาย ของ ส.ส. เองเข้าประกบอีกเท่านั้นถ้าเรื่องนี้สำเร็จ ก็จะเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของทั้ง 3 คนและเข้าก็จะนั่งอยู่ในใจของประชาชนทั้ง 8 อำเภอตลอดไป

 

 

นี้คือความคิดเห็นของข้าพเจ้า ตาลำพูน  พลพิทักษ์  ผู้เฒ่าที่มีอายุ 84 ปีแล้ว







ติดแท็กอย่างน้อยหนึ่งแท็กหรือให้มากกว่าคีย์เวิร์ดเหล่านี้: ลำพูน พลพิทักษ์, พระบาทสมเด็จพระจ้าอยู่หัว, ราชินี, ลำพอง พิลาสมบัติ, ดงเค็ง, น้อย ทินราช, ดงเค็งศึกษา, พิศ สมพอง, พัน พิลาสมบัติ, กวี ชัยศิริ

0 สมาชิกกำลังอ่านกระทู้นี้

0 สมาชิก, 0 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้งานที่ซ่อนตัว