ไปที่เนื้อหา


รูปภาพ

โรงเรียนบ้านนา-ดอนบกที่ผมรู้จัก โดย..จรัญ เพียนอก(พีรวิชญานนท์)

จรัญ เพียนอก หนังสือจดการ กระดานชนวน อาขยาน เพลงชาติ บวกควาย กำนันเท็ง เตียประพงศ์ บุญ แหมไธสง

  • กรุณาลงชื่อเข้าใช้เพื่อตอบกระทู้
ไม่มีการตอบกลับในกระทู้นี้

#1 ผู้ดูแลระบบ

ผู้ดูแลระบบ

    Administrator

  • ผู้ดูแลระบบ
  • 248 โพสต์

โพสต์เมื่อ 21 กุมภาพันธ์ 2014 - 11:28 AM

โรงเรียนบ้านนา-ดอนบกที่ผมรู้จัก โดย..จรัญ เพียนอก(พีรวิชญานนท์)

      อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโนนสัง

 

 

1798499_1471603356393212_1515498604_n.jp

 

ผมเป็นลูกชาวนาโดยกำเนิดเกิดใน ตระกูลเพียนอก ที่บ้านเลขที่ 14 ตำบลดอนตระหนิน(ปัจจุบันคือตำบลเสมาใหญ่) อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา จาการบอกเล่าของพี่ๆได้ทราบว่า พี่ๆได้เข้าเรียนในชั้นมูล ที่โรงเรียนประชาบาล 11 วัดบ้านนา ซึ่งเปิดทำการสอนตั้งแต่ ชั้นมูล ถึง ป.4 

 

 

ขณะนั้นมีนายแหยม  พิมพ์นอกเป็นครูใหญ่นายน้อยและนางมี  จิตตะมาก เป็นครูผู้สอนโดยอาศัยศาลาวัดบ้านนาเป็นสถานที่เรียน อุปกรณ์การเรียน นักเรียนจะมีกระดานชนวน หรือกระดานที่ทำจากไม้งิ้วโดยใช้มีดถากเป็นรูปกระดานแล้วขัดหน้าให้เรียบ ใช้น้ำข้าวรินผสมกับขี้ดินหม้อสีดำ คนให้เข้ากันจนเหนียวมาทาแล้วนำไปตากแดดให้แห้ง

 

 

ส่วนของพี่ชายนั้นพ่อได้ทำจากปิ๊บน้ำมันก๊าดเก่าที่มีสนิมมากๆตัดแต่งเป็นรูปกระดาน ใช้ชอล์กเขียนจึงจะเห็นได้ชัดหรือบางคนก็ใช้ปิ๊บน้ำมันทาด้วยข้าวรินผสมกับดินหม้อสีดำ ดินสอเขียน ก็จะเป็นดินชนวนหรือดินสอที่ทำจากกระดานชนวนแตก

 

 

หนังสือเรียนไม่มี มีแต่ของครูเท่าที่พี่จำได้คือ “หนังสือจดการ”(มีหลายวิชาอยู่ในเล่ม) การเรียน การสอน ไม่มีตารางสอนของครู จะสอน เลข คัด อ่าน แล้วก็เลิก เมื่อมีการสอนวิชาใหม่ ก็จะลบวิชาบนกระดานทิ้ง นักเรียนก็เช่นเดียวกัน โดยใช้ผ้าขี้ริ้ว น้ำลาย ผักหูเสือ น้ำต้ตะบองเพ็ดลบออก

 

 

ก่อนเลิกเรียนจะมีการสอนให้ท่องสูตรคูณ บทอาขยาน เป็นประจำ สำหรับสุดสัปดาห์มีการอบรมสวดมนต์ไหว้พระ เมื่อกลับบ้านกระดานก็มีประโยชน์ใช้บังแดดและฝนไปด้วย บางครั้งก็เจิดเล่นตามประสาเด็ก

 

 

จากการบอกเล่าของพี่ๆและผู้เฒ่าผู้แก่บอกว่า เพลงชาติสมัยนั้นจะร้องว่า “แผ่นดินสยาม นามประเทืองว่าเมือทอง ใครเขาครอง...” จะปิดภาคเรียนตามฤดูทำนาหรือหยุดเรียนในวันพระ

 

 

เมื่อถึงวันหยุด มีความสนุกมาก ได้มีโอกาสออกไปเลี้ยงวัวควายกับเพื่อนๆ เมื่อหิวน้ำก็กินตามบวกควาย(รอยเท้าควาย) เมื่อกินแล้วก็กระโดดเตะน้ำในบวกควายเพื่อแกล้งเพื่อน

 

ตามทุ่งนาจะมีผลไม้เช่น ลูกบักหว้า บักโก บักสมอ บักขามป้อม ถ้าตามป่าตามดอนก็จะมี บักเข้าเม่า บักตีนตั่ง อาหารที่หาได้ก็จะมี เห็ด ผักหวานป่า ผักกระดูกอึ่ง ผักกระทกรก ผักจินูน(ผักสาป) ขุดดักเอาแย้ ขุดกระโป่ม จักจั่น หายิงนก ถ้าตามห้วยหนองก็จะมี ใส่เบ็ดหาปลา หาหอย กุ้ง ปู และเมื่อมีน้ำมากก็จะทำหลี่จับปลา ดักไซ หรือโยนหว่านแหโยนปุ่ม

 

 

การละเล่นของเด็กสมัยนั้นจะมี การเล่นหนอนตามต้นมะขาม หรือวิ่งไล่จับกัน มีตี๋จับ หมากเก็บ กระโดดเชือก เดินขาโถกเถก หน้าหนาวก็เล่น ว่าว จุฬา ว่าวอีลุ่ม ว่าวสองห้องมีธนูติดหัวว่าว นอนฟังตลอดคืน

 

 

เมื่อจบป.4 แล้ว สำหรับลูกชาวนาโอกาสจะได้เรียนต่อ แทบไม่มีแต่คุณพ่อผมเป็นคนมีวิสัยทัศน์ จึงได้ส่งลูกผู้ชายให้เรียนต่อทุกคน ส่วนลูกผู้หญิงพี่สาวคนเดียวพ่อแม่ให้เป็นผู้สืบต่อมูลมัง ลูกชายทุกคนเรียนดีหมดได้ทุนในการเรียนไปด้วย ผมได้ทุนไปเรียนครูที่วิทยาลัยครูนครราชสีมา

 

 

จบมาเป็นครู ที่โรงเรียนวัดบ้านหญ้าคา อำเภอบัวใหญ่ขณะนั้น และมาเกษียณอายุที่โรงเรียนบ้านโนนสัง อำเภอสีดา

 

 

ที่สี่แยกสีดาแห่งนี้ จาการสอบถามกำนันเท็ง เตียประพงศ์ ได้ความว่า ตลาดสีดาดิมอยู่ที่บ้านสีดา เนื่องจากเป็นที่พักของเจ้าหน้าที่กรมทางที่มาสำรวจเส้นทางสายถนนมิตรภาพ นายบุญ แหมไธสง(ครูบุญ บุญวีรบุตร) ได้ประสานกับนายช่างกรมทางชื่อนายช่างมี ให้เซอร์เวย์ผ่านมาตรงที่สี่แยกสีดาปัจจุบันนี้ทราบว่าเป็นที่ของครูบุญเป็นส่วนมาก.

 

 

จังหวัดบัวใหญ่สิเป็นได้ซาวพี่น้องต้องส่อยกัน

   อย่าหลับใหลอยู่ถ่อนจังหวัดอื่นสิเอาไป

   ให้ฟ่าวตื่นขึ้นมาส่อยกันให้มันได้






0 สมาชิกกำลังอ่านกระทู้นี้

0 สมาชิก, 0 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้งานที่ซ่อนตัว